TOP
background-image
ข่าวสารและกิจกรรม

9 ตุลาคม 2563

   

ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ สงครามการค้า ต่อเนื่องมา โควิด-19 ได้ฉุดให้โลกต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้ายอย่างต่อเนื่อง เราได้เห็นภาพการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการปิดกิจการแบบฉับพลันทันที นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ที่ไม่พึงประสงค์ต่อหลายๆอุตสาหกรรม หลากสาขาอาชีพ ส่งผลให้รายได้และ การจ้างงานลดลง ซึ่งหดตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทางออกหนึ่งที่สำคัญที่ได้รับจากวิกฤตเศรษฐกิจชะงักงัน คือ การเข้าไปติดต่อกับสถาบันการเงิน เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง


อย่าลืม! “เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องจ่ายคืน” อย่าหนีหนี้ และนี่คือหลากหลายวิธี ของการปรับโครงสร้างหนี้ และหาทางออกร่วมกัน ลดโอกาสที่ ลูกหนี้ดี จะกลายเป็น ลูกหนี้เสีย

1. ยืดหนี้ การยืดหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ นิยมใช้กันมากที่สุดเพื่อช่วยให้ภาระการผ่อนสอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง เช่น สินเชื่อระยะเวลาผ่อน 10 ปี ผ่อนมาแล้ว 6 ปี เหลือ 4 ปี เริ่มผ่อนไม่ไหว จะขอขยายให้ยาวออกไป เพื่อทำให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนปรับลดลง
   o สถาบันการเงินอาจพิจารณาอายุตัวของผู้ขอสินเชื่อประกอบด้วย ซึ่งในอดีตค่าเฉลี่ยของระยะเวลาผ่อนชำระหลังจากที่ปรับโครงสร้างหนี้อยู่ที่ประมาณ 8 ปี หรือตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด                                                                         

2. พักชำระเงินต้น (ชำระเฉพาะกำไร) ช่วยลดภาระการผ่อนชั่วคราว โดยปกติค่างวดที่ผ่อนชำระประกอบด้วย 2 ส่วน คือเงินต้นกับกำไร เช่น เดิม สัญญาสินเชื่อกำหนดค่าผ่อนชำระเท่ากันทุกเดือน เดือน ละ 20,000 บาท ประกอบด้วยเงินต้น 12,000 บาท และ กำไร 8,000 บาท การพักชำระเงินต้นจะทำให้ค่างวดเหลือเพียง 8,000 บาท แต่การผ่อนแบบนี้เงินต้นจะไม่ลดลงในช่วงพัก จะส่งผลให้ลูกหนี้ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ขึ้นในช่วงท้ายสัญญา
   o สถาบันการเงินอาจพิจารณาพักชำระเงินต้น ตามมาตรการที่ลูกหนี้ได้รับการช่วยเหลือ แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ลูกหนี้อาจนำเงินก้อนมา “โปะ” เพื่อลดภาระหนี้ ก่อนกำหนดตามสัญญา
   o อย่างไรก็ตามกรณีธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) การพักชำระเงินต้น และชำระเฉพาะกำไร ทำได้เท่าที่ไม่เกินราคาขายที่ธนาคารแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าในสัญญาเท่านั้น เนื่องจากราคาขายตกลงแล้วไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นลูกหนี้จะมีภาระหนี้รวมที่ชัดเจนตายตัว

 3. ลดอัตรากำไร อัตรากำไรสินเชื่อที่ลดลง ทำให้ค่างวดที่จ่ายในแต่ละเดือน จะแบ่งไปตัดลดเงินต้นได้มากขึ้น และเมื่อเงินต้นคงเหลือลดลง ภาระอัตรากำไรก็จะลดลง เช่น เราขอสินเชื่อวงเงินทุนหมุนเวียนมีอัตรากำไร SPR (Standard Profit Rate For Prime Corporate Coustomer) +2% ต่อปี ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้ผ่อนชำระที่อัตรากำไรเดิมไม่ไหว สามารถยื่นเรื่องขอลดอัตรากำไรสินเชื่อให้ต่ำลง

   o สถาบันการเงินพิจารณาลดให้หรือไม่ ดูจากหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนของสถาบันการเงิน ประวัติการผ่อนชำระของลูกหนี้ ประเภทสินเชื่อ และความเสี่ยงของลูกหนี้ เป็นต้น

4. ยกหรือผ่อนปรนเบี้ยปรับผิดนัด เมื่อต้นปี 2563 แบงก์ชาติได้ประกาศให้สถาบันการเงินคิดเบี้ยปรับบนฐานของเงินต้นของค่างวดผิดนัดชำระจริงเท่านั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
   o กรณีธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) กำหนดการคิดค่าชดเชยจากการผิดนัดชำระหนี้/ผิดเงื่อนไขสัญญา เฉพาะงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดมาตั้งแต่ธนาคารเปิดดำเนินการ ก่อนที่ธปท.จะประกาศให้สถาบันการเงินคิดเบี้ยปรับบนฐานของเงินต้นของค่างวดผิดนัดเสียอีก อีกทั้งค่าชดเชยที่ธนาคารเรียกเก็บยังไม่สามารถรับรู้เงินจำนวนดังกล่าวเป็นรายได้ แต่ต้องนำไปบำเพ็ญสาธารณกุศลตาม ศาสนบัญญัติอีกด้วย                                                                                                       

5. เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน ในภาวะที่เหตุการณ์ในอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง เงินทุนหมุนเวียน (working capital: WC) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจในยามที่ลำบาก ให้มีโอกาสฟื้นกลับอย่างรวดเร็วได้ในภายหลัง แบงก์ชาติจึงสนับสนุนให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ WC ใหม่แก่กิจการที่มีศักยภาพ โดยแยกการจัดชั้นสินเชื่อ WC นี้ออกจากสินเชื่ออื่นซึ่งอาจจะเป็น NPF (หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ไปแล้ว ช่วยให้กิจการยังมีบัญชีสินเชื่อสถานะปกติไว้ใช้งานได้ o ผู้ขอสินเชื่อควรเตรียมเหตุผลและประมาณการรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในระยะ 6–12 เดือนข้างหน้า อาทิ ค่าจ้างพนักงาน ค่าซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้า รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำเนินงาน เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าสำนักงาน เป็นต้น เพื่อให้สถาบันการเงินใช้ประกอบการพิจารณาวงเงิน

o สถาบันการเงินจะพิจารณาจากประวัติการผ่อนชำระ เช่น 1 ปีที่ผ่านมาลูกหนี้ชำระหนี้ทั้งในส่วนของเงินต้นและอัตรากำไรเป็นจำนวนเท่าใด วงเงิน WC ที่ขอเพิ่มเติมคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของภาระหนี้รวม เป็นต้น

6. ปิดจบด้วยเงินก้อน หากพอมีความสามารถหาเงินก้อนได้จำนวนหนึ่ง เช่น จากเงินออม จากการยืมญาติมิตร หรือจากการขายทรัพย์สิน ถึงแม้จะไม่มากเท่ายอดหนี้ที่มีอยู่ แต่ก็สามารถเจรจาขอส่วนลดให้เพียงพอต่อการปิดหนี้จบทั้งบัญชีได้ ซึ่งจะทำให้หมดภาระค่างวดรายเดือนไปอีกหนึ่งก้อน
  o สถาบันการเงินอาจกำหนดให้ชำระเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ 6 เดือน หรือเพียง 1–2 งวด อย่างไรก็ดี การเจรจาขอปิดจบโดยมีส่วนลดจะทำได้ค่อนข้างยากในกรณีที่มีหลักประกันมูลค่าสูงกว่ายอดหนี้          

7. รีไฟแนนซ์ คือการปิดสินเชื่อจากเจ้าหนี้เดิมและย้ายไปใช้สินเชื่อของเจ้าหนี้ใหม่ที่ให้เงื่อนไขดีกว่า เช่น อัตรากำไรถูกลง โดยนำหนี้ใหม่ไปชำระหนี้เดิมที่คงค้างอยู่ก่อน ในประเทศไทยอาจคุ้นเคยกับการรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านและสินเชื่อธุรกิจที่มีหลักประกันอยู่ระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ดี แบงก์ชาติได้เริ่มสนับสนุนให้เกิดตลาดรีไฟแนนซ์สำหรับหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล (หนี้บัตร) ซึ่งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) มีสินเชื่อที่สามารถรีไฟแนนซ์หนี้บัตรสำหรับลูกหนี้ที่มีวินัยทางการเงินและประวัติการชำระดี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มที่ Ibank Call Center โทร : 1302 

                                                                                                                                                        

คัดลอกข้อมูลบางส่วนจาก : ปรับโครงสร้างหนี้ : เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ธนาคารแห่งประเทศไทย

   มาตรการตามนโยบายรัฐ สินเชื่อไอแบงก์บ้านแลกเงิน    สินเชื่อที่อยู่อาศัยรีไฟแนนซ์

 

icon-noti 2